Select Page
มัสยิดบ้านกลางMusyid Banbon - 班奔清真寺 

      สมเด็จ พระพุทธเจ้าหลวง ทรงเอาพระทัยใส่ทำนุบำรุงทุกศาสนา ห่างจากวัดมัชฌิมาวาสไปราว 300 เมตร บนถนนพัทลุง เป็นที่ตั้งของมัสยิดบ้านบน ศาสนสถานที่สวยงามของชาวไทยมุสลิม เรียกขานกันตามชื่อหมู่บ้านที่ตั้ง และมีชื่อเป็นทางการว่า อุสาสนอิสลาม”สร้างเสร็จสมบูรณ์ เมื่อปี พ.ศ.2390 ในสมัยรัชกาลที่ 4 พระพุทธเจ้าหลวงพระราชทาน พระราชทรัพย์ในการต่อเติมและตกแต่งภายใน โดยเฉพาะช่อโคมระย้าที่ยังเห็นอยู่ในปัจจุบัน ลักษณะสถาปัตยกรรมของวัดกลางและของมัสยิดบ้านบนมีลักษณะคล้ายคลึงกันอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนว่างาน’ฝืมือของศาสนสถานทั้งสองนี้น่าจะ
มาจากคนกลุ่มเดียวกัน นอกจากนี้ ภายในมัสยิดยังมีบ่อน้ำโบราณ ที่เรียกกันว่า “บ่อพลับ” ที่ยังคงใช้งานมาจนถึงปัจจุบัน จึงเป็นที่มาของการเรียกบริเวณนี้ว่า “บ้านบ่อพลับ”

      ในพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวครั้งเสด็จแหลมมลายูใน ร.ศ. 109 (พ.ศ.2432) ทรงกล่าวถึงตลาดเมืองสงขลาไว้ด้วย ผู้รู้สันนิษฐานว่า น่าจะเป็นตลาดบ่อพลับ ตำแหน่งที่ตั้งของตลาดดังกล่าวก็ คือ ถนนนครนอก บริเวณประตูเมืองจำลองของสงขลานั่นเอง

      ถนนพัทลงและถนนไทรบรี มีเส้นทางเชื่อมต่อกับถนนนางงาม เป็นย่านชุมชนเมืองเก่าที่ยังคงอนุรักษ์อาคารบ้านเรือนแบบโบราณไว้ตลอดเส้นทางอุดมไปด้วยร้านค้ามากมายตามวิถีของชาวสงขลาในอดีต โดยมีวัฒนธรรมทั้งสาม คือ ไทย จีน และมุสลิม ผสมผสานกันอย่างกลมกลืน ผู้ที่นิยมชมชอบอาหารและขนมโบราณ จะต้องเพลิดเพลินและอิ่มท้องด้วยอาหารแปลก ๆ เลิศรสนานาชนิด และเป็นของฝากที่ผู้รับถูกใจ จดจำมิลืมเลือน

      King Rama V provided patronage to foster every religion in the country. About 300 meters from Matchimawat Temple on Phatthalung Road situated “Musyid Banbon”, a beautiful Muslim mosque, which was named after the village by the ThcH-Muslim, but the official name is “บรasana Islam”. It was completely constructed in 1847〔2390 B.E.). King Rama V supported the expenses in expanding and decorating the interior, particularly the chandeliers that still remains. The architecture of Klang Temple and Musyid Banbon is obviously similar. Supposedly, craftsmanship of both religious places might have been from the same group. Apart from this, inside the mosque, there is an ancient pond called “Bo Plub” which has been utilized until now. Consequently this area is called “Ban Bo Plub”.

      According to King Rama V’s letter during his visit to Malay Peninsula in Rattanakosin Era 109 or 1869〔2432 B.E.), he mentioned about Songkhla market. Supposedly, it must have been Bo Plub market whose location is Nakhon Nok Road, at the city door replica of Songkhla.

      From Phatthalung and Saiburi roads, there is a connecting route to Nang Ngam Road, an old community which still reserves its ancient houses. The original Songkhla living style harmoniously integrates three cultures: Thai, Chinese and Muslim which can be seen along the route. Food and old style dessert lovers would enjoy to filling up their appetites with exotic and tasty foods, apart from shopping unforgettable souvenirs.

       拉瑪五世王陛下是一位關心並保護各個宗教的開 明君主。在距離瑪慈瑪瓦寺約300米的地方,有一處名為 班奔的清真寺(位於博他侖路它是信奉伊斯蘭教(泰國 人)的宗教聖地;名字取自於當地的村名,正式的名稱叫: “吳薩宋伊斯蘭”。本寺廟建成於佛歷的2390年間,寺 內添置的物品和裝飾品有許多都由拉瑪五世王欽賜,尤其 是一束存留至今的枝形吊燈。罡寺(中寺)寺頂的建築藝術 風格與此清真寺的風格有異曲同工之妙,由此可見,兩 座宗教建築的設計應該是出自於同一幫工匠之手。除此 之外,清真寺內還有一口至今仍在供水的古井,名為:琶 井(柿井);並且這區域琶井村(柿井村)的取名也正來源於 此。

      拉瑪五世王於切克裏(曼谷)王朝第ใ09年間(佛 歷:2432年),一次南巡馬來半島的禦函上記載:殿下曾提及 過宋卡城市場一事,經後來歷史學家的推斷,殿下所說的 市場應該就是現在的琶井(柿井)集市;位置則位於現今的 那空諾街仿城門一帶。

      博 他侖路、泰埠理路與囊昂路(美人路)相聯結的 路段為宋卡民眾的老街區,如今全街舊貌仍保護得相當的 完整。很多商店仍保持著宋卡百姓舊時的生活方式,即: 泰式、中式和伊斯蘭式文化的融合並且一直和諧共存至 今。喜歡品嘗美食的人們必定會因這裏形色各異的佳肴和 老式糕點而流連忘返。

Visiters: 4