Select Page
วัดมัชฌิมาวาส
Matchimawat Temple - 瑪慈瑪瓦寺

นอกจากบ้านของเจ้าเมืองแล้ว ยังได้เสด็จฯ ไปวัดที่โปรดมากวัดหนึ่ง และทรงแวะที่วัดนี้ทุกครั้งที่เสด็จฯมาจังหวัดสงขลา คือวัดมัชฌิมาวาส ตั้งอยู่ที่ถนนไทรบุรี อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ห่างจากหาดชลาทัศน์และแหลมสมิหลา ประมาณ 3.5 กิโลเมตร เป็นวัดใหญ่และสำคัญที่สุดของจังหวัด มีอายุกว่า 4OO ปี แต่เดิมเรียกวัดยายศรีจันทร์ ตามชื่อนางศรีจันทร์ คหบดีผู้มั่งคังและเลื่อมใสพุทธศาสนาอย่างสูง ในฐานะที่ถวายที่ดิน และเงินในการสร้างวัด ต่อมาเมื่อมีวัดอีก 2 แห่งสร้างขึ้นขนาบข้าง คือวัดเลียบ ทางทิศเหนือ และวัดโพธิ์ ทางทิศใต้ ชาวบ้านจึงเรียกวัดยายศรีจันทร์ว่าวัดกลาง เพราะตั้งอยู่ในตำแหน่งกึ่งกลางของทั้งสองวัด ครั้น พ.ศ.2431 พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นวชิรญาณวโรรส ซึ่งทรงอยู่ในเพศบรรพชิต เสด็จเมืองสงขลา ทรงเปลี่ยนชื่อวัดกลางเป็นภาษาบาลีว่า “วัดมัชฌิมาวาส’, ซึ่งมีความหมายเดียวกัน

      Furthermore, King Chulalongkorn always went to his favorite temple, Matchimawat Temple, every time he came to Songkhla Province. It is on Saiburi Road, Mueang District, Songkhla Province, about 3.5 kilometers away from Chalathat Beach. It is the large and the most important temple in the province, aged over 400 years. It was named “Yai Srichan Temple” after Mrs. Srichan, a wealthy lady highly devoted to Buddhism by donating land and money to construct this temple. Later two more temples were built on both opposite sides of this temple namely Liab Temple in the north and Pho Temple in the south. Therefore, the locals called Yai Srichan Temple as “Klang Temple” because it is in the middle of both temples. เก 1666 (2431 B.E.), King Chulalongkorn’s younger brother, Phrachao Nongyathoe Krommuen Wachirayanwaroros, in monkhood visited Songkhla and changed the name from Klang Temple to “Matchimawat Temple”, a Pali language of the same meaning.

      除了府尹的住宅以外,殿下還有一處甚是喜愛的 寺廟,每當殿下南巡宋卡時皆會中途停歇於此。這處寺廟 就是:瑪慈瑪瓦寺,位於宋卡府直轄縣的苔蔔理路。距離 茶納塔海灘約3.5公裏,是宋卡府一處最重要的大佛寺, 已有400年的歷史。原名:亞斯贊寺,名字取自於名叫亞斯 贊的女士,她是一位富裕的女地主,同時也是一位虔誠的 佛教信徒。正因為她的捐資獻地從而建造了這座寺廟。接 下來不久,此寺周邊先後建起兩座新寺,其北邊的一座名 為烈寺,南邊則名為珀寺。正因如此,當地的民眾於是將 亞斯贊寺稱為罡寺(中寺)1因為此寺的位置剛好處於烈寺 與珀寺之間。正當佛歷2431年間,拉瑪五世王的弟弟在 此寺削發為僧,並於後來將罡寺(中寺)的名稱用巴利文更 改為:瑪慈瑪瓦寺,實則與原名是同一含義。

       สิ่งที่พระพุทธเจ้าหลวงโปรดเป็นพิเศษ ณ วัดกลาง คือ การทอดพระเนตรภาพจิตรกรรมฝาผนัง ทรงนมัสการและมีพระราชปฏิสันถารกับเจ้าอาวาสในขณะนั้น

      เนื่องจากวัดกลางมีความสำคัญมาตั้งแต่อดีต ทั้งเมืองสงขลาก็เป็นเมืองท่าสำคัญ เป็นศูนย์กลางติดต่อค้าขายกับต่างประเทศ จึงมีกลุ่มพ่อค้าจากต่างชาติที่มีความเลื่อมใสศรัทธาถวายปัจจัยหลากหลายเพื่อบำรุงวัด ส่งผลให้วัดแห่งนี้มีสถาปัตยกรรมแบบ ผสม ผสานทั้งวัฒนธรรมไทย จีน และยูโรป ปัจจุบันนี้ยังคงมีโบราณสถานและโบราณวัตถุที่ได้รับการทำนุบำรุงให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ สถาปัตยกรรมสำคัญ ได้แก่ พระอุโบสถซึ่งมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง เขียนในสมัยรัชกาลที่ 4 ศาลาการเปรียญ หอไตร กุฏิทรงเก๋งจีน หอระฆัง เสาธง เจดีย์ และตุ๊กตาหินสลักแบบจีน ศาลาฤๅษีดัดตน ฯลฯ ภายในศาลาการเปรียญยังใช้เป็นพิพิธภัณฑ์สถานด้านประวัติศาสตร์ภาคใต้ ชื่อว่าหอ “ภัทรศิลป์” เป็นสถานที่เก็บวัตถุโบราณต่าง ๆ โดยอดีตท่านเจ้าอาวาสเป็นผู้ริเริ่มสร้างขึ้น เนื่องจากท่านรักการสะสมโบราณวัตถุทางประวัตศาสตร์ภาคใต้ และดำเนินการต่อเนื่องมาตลอด ระยะที่ท่านยังดำรงชีวิต ประกอบกับมีเหล่าศิษยานุศิษย์นำมาถวาย ท่านจึงอุทิศข้าวของทุกชิ้นเพื่อทำพิพิธภัณฑ์เป็นวิทยาทานแก่ชนรุ่นหลัง ปัจจุบันพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีโบราณวัตถุที่รวบรวมได้จากเมืองสงขลา สทิงพระ ระโนด และ เมืองอื่นๆ เป็นจำนวนมาก เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของภาคใต้ ที่ควรค่าแก่การศึกษาอีก แห่งหนึ่ง

      King Chulalongkorn particularly liked to watch the murals at Klang Temple. He often paid his respect and had a conversation with the Abbot.

      Due to the importance of Klang Temple and Songkhla as an important seaport and international tradm^ hub, there were many foreign devout merchants offering money to support the temple. Consequently, the architecture style of this temple combines Thai, Chinese and European cultures. Presently, there are still archaeological sites and remains in perfect condition including; Uposatha hall with murals in King Rama IV reign, sermon hall, monastic room, monk’s residence in Chinese art, bell tower, flag pole, stupa and stone dolls engraved in Chinese style, pavilion of hermits etc. The interior of the sermon hall is utilized as a museum of southern history called “Patarasilp” reserving archaeological remains. This creativity was initiated by the late Abbot who loved collecting southern historic articles, together with other articles donated by his followers. He intended to make this contribution to Thai descendants. These archaeological collections from Songkhla, Sathing Phra, Ranot and other cities are important evidences of southern history worthwhile for our study.

      在罡寺(中寺)中,殿下最喜愛的是:寺廟磚壁上的 藝術畫,畫裏勾勒的是殿下參拜此地時,寺院方丈住持皇 家接待典禮的畫面。

      罡寺(中寺)亙古以來一直都是宋卡城的重要建 築,同時由於宋卡城特殊的地理位置,即:重要港口城 市;所以這裏成為了聯絡各國間商貿的交通樞紐。來自五 湖四海虔誠的佛教信徒們敬拜於罡寺(中寺),並奉獻著各 自微薄之力以延續此寺的繁榮與昌盛;久而久之,便有了 我們現在所見的泰式ร้中式和西式相結合的建築藝術風 格。時至今曰,此寺仍保留有多處完整的古建築和古藝術 文物精品,其中包括:佛殿(殿內磚壁上有繪於拉瑪四世王 年間的藝術畫)、念經堂、藏金闇、中式僧棚舍ร鐘樓、 旗桿、佛塔和中式石陶俑、撒斯達亭榭等等。此寺的念經 堂內現設為泰南歷史博物館,名字叫:帕塔喇斯樓。是一 處存放多種類歷史文物的場館,因原先此寺的一位主持( 名字已無曾考證)愛好收藏泰南的歷史文物,並計劃著以 它為媒介向子孫後輩們傳授知識,於是主持將平時大小徒 弟們向他供奉的物資錢財等投入到文物館的建設中,並堅 持至其圓寂之日。現在的博物館聚積著大量來自宋卡、沙 聽帕、拉諾等多處城市收集而來的歷史文物,是一處重要 的泰南文物史料中心。

Visiters: 2