Select Page
แหลมสมิหลา
Samila Cape - 森美蘭海灘

      มีชาวสงขลาหรือแม้แต่ชาวไทยน้อยคนนักที่จะทราบว่า ชายหาดขาวยาวเหยียดกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา เป็นแหล่งท่องเที่ยวประจำเมืองที่มีชื่อเสียงโด่งดังมายาวนาน นามว่าสมิหลานั้น เคยเป็นที่ตั้งพลับพลาที่ประทับของรัชกาลท 5 และยิ่งน่าภาคภูมิใจไปกว่านั้น เมื่อศึกษาข้อมูลแล้วพบว่า พระองค์ท่านได้ประทับรอยพระบาท ทรงพระดำเนินอยู่บนแผ่นดินสงขลาถึง 9 ครั้งด้วยกัน โดยนับเนื่องแต่ครั้งพระองค์ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบรมราชชนก 2 ครั้ง คือ ปี พ.ศ.2402 และ พ.ศ.2406 และเมื่อเสด็จขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริยลำดับที่ 5 แห่งราชวงศจักรี ก็ได้เสด็จประพาสเมืองสงขลาอย่างเป็นทางการครั้งแรกในปี พ.ศ.2431 ต่อมาอีก เพียง 1 ปี พระองค์ท่านเสด็จกลับมาอีกเมื่อ พ.ศ.2433 ขณะนั้นสงขลายังอยู่ในฐานะมณฑลชันโท

      ต่อมา พระองค์ทรงปฏิรูปการปกครองส่วนภูมิภาค จัดระเบียบหัวเมืองใหม่ ให้ยกเลิกเมืองพระยามหานคร ชั้นเอกโท ตรี จัตวา สงขลาจึงเปลี่ยนสถานะมาเป็นมณฑลเทศาภิบาล อยู่ในการกำกับดแลของกระทรวงมหาดไทยโดยตรง หลังจากนั้นได้เสด็จพระราชดำเนินมาเยือนสงขลาอีก 5 ครั้ง นับจำนวนทังสิ้นรวม 9 ครั้ง ซึ่งถือได้ว่ามากกว่าหัวเมืองใด ๆ ในสยามเลยทีเดียว

      แม้สงขลาฐานะเป็นเพียงเมืองชั้นโท แต่กลับมีบทบาทสำคัญยิ่งทั้งด้านการเมืองและการปกครอง เนื่องด้วยพื้นที่เป็นจุดยูทธศาสตร์ มีอาณาเขตติดต่อกับหัวเมืองอื่นในแหลมมลายู เช่น ตานี ยะหริ่ง สายบุรี รามัญ ระแงะ ยะลา และหนองจิก ดินแดนดังกล่าวนี้มีปัญหาละเอียดอ่อน เปราะบางหลายอย่าง สงขลาจึงต้องทำหน้าที่กำกับดูแลแทนเมืองหลวงไปโดยปริยาย นอกจากนั้น สงขลายังเป็นเส้นทางผ่านเพื่อเดินทางไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย

      หากลองหลับตา จินตนาการย้อนอดีตไปเมื่อประมาณ 1 ศตวรรษที่แล้ว เกาะหนู เกาะแมวสองเพื่อนเกลอยังคงนอนนิ่งอยู่กลางเกลียวคลื่นที่ซัดสาดวันแล้ววันเล่า ขุนเขาเล็ก ๆ กลางทะเลยังหยัดยืนท้าทายกาลเวลามาถึงปัจจุบัน สหายทั้งคู่คงพบเห็นเรื่องราวและผู้คนที่ผ่านทางมามากมายทั้งยังทำหน้าที่เป็นประจักษ์พยานถึงการเสด็จมาเยือนของสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเมื่อครั้งกระโน้นด้วย ชาวเรือชาวประมงพื้นบ้านยุคนั้นคงตื่นตาตื่นใจกับภาพเรือกลไฟพระที่นั่งที่ทอดสมออยู่ด้านหลังเกาะหนู ส่วนพระองค์ประทับเรือกรรเชียงแล่นเข้าสู่ชายฝังอ้นสงบเงียบ

          Only a few Songkhla locals or Thai people know that the faraway, wide and extended white beach which has been a particularly famous city attraction called “Samila” used to be the location of the royal pavilion of King Rama V (the fifth). Additionally, it takes more pride to learn that His Majesty had proceeded in Songkhla for 9 times. To begin with, he followed his father, King Mongkut, twice in 1859 (2402 B.E.) and ๒ 1663 (2406 B.E.). After ascending the throne as the fifth king of the Chakri Dynasty, he paid the first official visit to Songkhla in 1886〔2431 B.E.) and returned again in 1890 (2433 B.E.).

      Then Songkhla was the second rank precinct. His Majesty had reformed the regional administration by rearranging the provinces. He canceled the provincial ranking regulation (first, second, third and fourth) of the provinces to be under the municipal administration, under the direct control of the Ministry of Interior. Afterwards, he visited Songkhla 5 more times, totaling 9 times, more than any other provinces in Siam.

      Despite Songkhla’s status as the second rank precinct, it had a very important role in politics and administration due to its strategic boundaries connecting other provinces in Malay Peninsula including Tani, Yaring, Saiburi, Raman, Ra-ngae, Yala and Nong Chik. These were sensitive areas which Songkhla had to implicitly supervise for the Siamese capital. Furthermore, Songkhla has been the passing route to the neighboring countries such as Malaysia, Singapore and Indonesia.

      Let’s close our eyes and imagine back to about one century ago. We could see Ko Nu and Ko Maew 〔Rat Island and Cat Island) lying still among waves intertwining day by day. Ranges of small mountains in the mid of the sea have stood to challenge time. Both companions might have seen many incidents and passers-by, and even witnessed those royal visits. Boatmen and Fishermen at that time would have been excited by the royal steamship anchoring behind Ko Nu and Ko Maew, while His Majesty was sitting in the small boat rowing towards the quiet seashore.

       宋 卡民眾皆識其名,甚至不少泰國百姓也是如 此。海灘沙細净白並綿延悠長一望無際,為宋卡市一處享 譽盛名且歷史悠久的旅遊景點,它名叫:森美蘭海灘。拉瑪 五世王曾設彩棚(供國王臨時休息之用)駐蹕於此。更值得 稱道的是,(經史料記載)殿下曾駕臨宋卡達9次之多。其中2 次是跟隨其父王(拉瑪四世)南巡下訪至此,期間年份為:佛 歷2402年和佛歷2406年。當繼承為切克裏王朝第五任國 王之後,殿下於佛歷2431年首次正式宸遊宋卡城;時隔僅 一年,殿下再次巡遊此地,即:佛歷2433年。

那時的宋卡仍 處於次級省,後來因殿下取消地方省四級管轄制度,宋卡 因此而提升為省級地區,由內政部直接管轄。在那之後, 殿下又先後駕臨於此地5次,加上之前的4次,共計9次。 次數遠遠多於其他時期的君王,由此可見宋卡在拉瑪五世 王眼裏地位之重。

      雖說宋卡的市級別只是次級,但是它在政治和統治 上卻起著極其重要的作用。因地理位置的因素,這裏同時 也是一處軍事要地。其邊境與諸多屬地接壤,如:大年、也 蘭、柿武裏、拉曼、拉月、也拉和農集。以上所提及的地 區有許多問題,一環連著一環甚是復雜。以至於宋卡不得 不代替中央來間接管轄。除此之外,宋卡還是通往鄰國的 必經之地,如:馬來西亞,新加坡,印度尼西亞。

      如果我們閉上眼,想象時間向前穿越約一個世 紀。”鼠島”、“貓島”似兩位密友日復一日地靜臥於海 浪之中,而挺立在海中央的小山丘們則年復一年直至今 日。以上我們所提及的兩處景象,想必在此路過的人們都 會見到。然而有一些目撃者則親眼目睹過拉瑪四世王巡訪 此地的情形。在那時,居住在這的船民、漁民們無一不被 拉瑪四世王禦用汽船隊停泊於鼠島避風港時的氣勢所深深 震撼。殿下自己則乘舢板從另一處清淨的海岸登陸。

Visiters: 4