Select Page
วัดพะโคะ
Pakoh Temple - 帕孔寺

      หลังจากอุปสมบททวัดท่าแพ นครศรธรรมราชแล้ว ท่านได้เดินทางธุดงค์ไปถึงกรุงศรีอยุธยา ระหว่างทางก็ได้แสดงอภินิหารเหยียบน้ำทะเลจืด เป็นที่อัศจรรย์แก่นายอินและลูกเรือ จนอาสานำท่านเดินทางไปถึงจุดหมายปลายทาง หลังจากนั้นหลวงปู่ทวด หรือชื่อเรียกตอนนั้นคือ“พระสามีราโม” ก็จำพรรษาอยู่ที่กรุงศรีอยุธยาระยะหนึ่ง แล้วทูลลากลับภูมิลำเนาเดิมระหว่างเดินทางกลับนั้น ยังปรากฏหลักฐานว่าท่านได้ธุดงค์โปรดสัตว์มาตลอดเส้นทาง

      สถานที่ใดที่ท่านใช้พักแรมหรือนั่งวิปัสสนากรรมฐาน ต่อมาภายหลัง สถานที่เหล่านั้นก็กลายเป็นสถานทีศักดิสิทธิ์ให้ประชาชนในถิ่นนั้นได้เคารพบูชา มาถึงปัจจุบันท่านธุดงค์มา จนกระทั่งถึงวัดพระสิงค์บรรพตพะโคะ หรือวัดพะโคะ ณ วัดพะโคะแห่งนี้ ท่านได้ ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดในลำดับที่ 4 (พ.ศ.2151 – 2156)

      หลวงปู่ทวดได้รับพระราชทานสมณศักดิ์จากสมเด็จพระมหาธรรม ราชา เป็นสมเด็จเจ้าราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์ เนื่องจากท่านแปลปริศนาพระไตร ปิฎกในเมล็ดทองคำ ได้ต้องพระราชหฤทัย เมื่อครั้งที่ท่านเดินทางไปศึกษาอยู่ที่กรุงศรีอยุธยา แต่ชาวบ้านในละแวกมักเรียกท่านว่า “สมเด็จพะโคะ”

      วัดพะโคะเป็นวัดโบราณที่สำค้ญ มuความเก่าแก่มาแต่รัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 อยู่ห่างจาก  วัดดีหลวง 1.5 กิโลเมตร ตามประวัติวัดนี้เคยถูกโจรสลัดมลายูยกทัพเรือมาปล้น 2 ครั้งเผาทำลายศาสนสถานไปจำนวนมาก ต่อมาหลวงปู่ทวดได้ดำเนินการบูรณปภิสังขรณ์พลิกฟื้นให้วัดเจริญรุ่งเรืองอีกครั้ง ลูกแก้วและไม้เท้าศักดิ์สิทธิ์ของหลวงปู่ทวดยังคงเก็บรักษาไว้ที่วัดแห่งนี้ ก่อให้เกิดพลังศรัทธาทที่นำพุทธศาสนิกชนให้เดินทางมายังว้ดพะโคะ

      ทุกวันนี้ผู้คนมากมายจากทุภูมิภาค ของไทย รวมทั้งจากประเทศเพื่อนบ้าน ยังเดินทางมากราบไว้บูชาบุญบารแห่งหลวงปู่ทวดอย่างไม่เสื่อมคลาย

      After entering the monkhood at Tha Phae Temple in Nakhon Si Thammarat, he went on a pilgrimage to Ayudhya. On his way, he had performed a miraculous power by stepping in the seawater which was turned into fresh water. This phenomenon made Mr. and his seacrew so astonished that they offered to take him to his destination. Luang Pu Tuad or then called “Phra Sami Ramo”, stayed in the temple in Ayudhya during the rainy season for a while before returning to his homeland. There were evidences of his pilgrimage  the way back.

      Any places where he stayed or had meditation and insight development were later have become sacred places for the people to pay homage. Finally he came to Phra Singh Bunpot Pakoh Temple or Pakoh Temple where he was the fourth abbot from 1606-1613 C2151- 2156 B.E.).

      He received tittle conferred by King Maha Thammaracha as Somdejchaorachamuni Samiram Kunupamachan because he could interpret the riddle of Phra Tripitaka in a golden seed when he was in Ayudhya. However, he is commonly called “Somdej Pakoh” by villagers around Pakoh Temple.

      Pakoh Temple is an important ancient temple built in the era of Somdej Phra Rama Thipbodi II, King of Ayudhya Kingdom. It is only 1.5 kilometers away from Di Luang Temple. According to the temple history, Pakoh Temple had been plundered by the Malay pirates twice. They had burned many religious places. Luang Pu Tuad then was given a religious honor by Somdej Phra Maha Thammaracha (King of Ayudhya Period) as Somdejchaorachamuni Samiram Kunupama- charn. He repaired, renovated and restored the temple to glory. The magic crystal ball and walk stick of Luang Pu Tuad are reserved here.

      Pakoh Temple is always a destination of people from all regions of Thailand and neighbor countries to bring their faith to respect Luang Pu Tuad.

       當“鑾菩托”來到洛坤(那空是塔瑪拉)市塔蓬寺內 剃度出家之後,他開啟了自己漫漫修行的苦行僧生涯,而 最終的目的地是:阿育塔耶城(大城)。在這期間,因“鑾菩 托”那神奇的蘸水回春之術,從而成功挽救了尹先生和他 船員們的生命。作為答謝,他們自告奮勇地將“鑾菩托” 順利送達了目的地,阿育塔耶城(大城)。

      從那以後,“ 鑾菩托”得一新名:“撒米喇莫高僧”。“鑾菩托”在阿育 塔耶城(大城)坐夏安居了一段日子後,他便決定按原修行之 路返程。於是他乘上了來時的小舟,開始了又一段奇妙而 艱辛的苦行之旅。

     一路上,神僧曾留宿過的場所或是比缽舍那也(指:對心內省,求得智慧來直探心原,悟到苦、無常、無我)之 處,到後來皆變成了神奇靈驗之地。接下來,這些地方也 成為了後人們祭祀神僧的必去之所。最終,神僧來到了帕 杏班逹帕孔寺(又稱帕 ,並在此擔任了寺商的笫4任主 持(佛歷2151-2156年)。

     帕孔寺是一處重要的古寺並且歷史悠久,建造於阿 育塔耶(大城)金地王朝二世王時期(佛歷;距 離斯揚寺有1.5公裏路程。據史料記載,馬來海盗曾兩次洗 劫帕孔寺,並焚燒了寺內多處佛教建築。

     這時剛剛被坦馬 臘賈君王(納黎萱大帝之父)欽賜僧銜“帕拉姆尼撒米坤巴瑪 贊高僧”的“鑾菩托”神僧臨危受命,他很快組織修繕翻 新了當時一片狼藉的帕孔寺,於是從那以後,此寺便欣欣 向榮至今;這也是神僧得名:“帕孔尊者”的緣由。

Visiters: 5